คุณสมบัติของผู้สมัครและการสอบอย่างละเอียด

รู้จัก โรงเรียนเตรียมทหาร / นักเรียนเตรียมทหาร

โรงเรียนเตรียมทหาร เป็นสถาบันศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสถาบันวิชาการป้องกันประเทศกองบัญชาการกองทัพไทย และเป็นสถาบันการศึกษาแห่งเดียวในประเทศไทย ที่เป็นศูนย์รวมเบื้องต้น สำหรับผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้ที่ศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหาร เรียกว่า นักเรียนเตรียมทหาร (นตท.)

การรับสมัครบุคคลพลเรือนเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารนั้น โรงเรียนเตรียมทหารมิได้เป็นผู้ดำเนินการสอบคัดเลือก นักเรียนเตรียมทหารด้วยตนเอง หากแต่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะเป็นผู้ดำเนินการสอบคัดเลือก โดยในแต่ละปีจะมีการกำหนดจำนวนรับนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นแต่ละเหล่าทัพจะส่งผู้ผ่านการสอบคัดเลือกมาเรียนรวมกันที่โรงเรียนเตรียมทหาร เป็นเวลา 2 ปี ภายหลังจากที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรของโรงเรียนเตรียมทหารแล้ว นักเรียนเตรียมทหารเหล่านี้จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเหล่าทัพตามที่นักเรียนได้สมัครและผ่านการสอบคัดเลือก เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเหล่าทัพ หรือโรงเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว นักเรียนนายร้อยเหล่านี้ จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นนายทหาร และนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร พร้อมทั้งเข้ารับพระราชทานกระบี่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ผู้ปกครองที่มีบุตรหลาน จึงให้ความสนใจในการสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร เนื่องจากเส้นทางสายนี้มีทั้ง เกียรติยศ ความภาคภูมิใจ อีกทั้งเป็นการปูเส้นทางให้บุตรหลานไปในอนาคตทีมั่นคง และเสียค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัว เพื่อสอบเข้าน้อยกว่าเส้นทางสายอื่น เพราะเมื่อสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารได้แล้ว ก็จะเข้าไปศึกษาต่อในโรงเรียนแต่ละเหล่าได้ทันที ไม่ต้องมีการสอบเข้าในระดับชั้นอุดมศึกษาอีก และเมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนทั้ง 4 เหล่าแล้ว ก็จะได้รับการบรรจุเป็นนายทหาร นายตำรวจ ชั้นสัญญาบัตรทันที จึงไม่ต้องแข่งขันเพื่อหางานเลี้ยงชีพ เหมือนสายงานอื่นๆ

ระเบียบการสอบคัดเลือก

โรงเรียน 4 เหล่า

ระเบียบการสอบเข้า โรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้า

ระเบียบการสอบเข้า โรงเรียน
นายเรืออากาศ

ระเบียบการสอบเข้า โรงเรียนนายเรือ

ระเบียบการสอบเข้า โรงเรียนนายร้อย ตำรวจ

คุณสมบัติของผู้สมัครและการสอบอย่างละเอียด

ผู้สมัครเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
  • สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ หรือเทียบเท่า
  • อายุไม่ต่ำกว่า 14 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 17 ปีบริบูรณ์
  • มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด และบิดามารดามีสัญชาติไทยโดยกำเนิด
  • มีอวัยวะ รูปร่าง ขนาดของร่างกายเหมาะสมแก่การเป็นนายทหารหรือตำรวจ
  • เป็นชายโสด ไม่เคยมีความประพฤติเสื่อมเสียทางเพศ
  • เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี
  • ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย
  • ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา
  • ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกให้ออกจากโรงเรียนเพราะความผิด
  • ไม่เป็นผู้เสพติด หรือสิ่งเสพติดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • บิดา มารดา และผู้ปกครอง เป็นผู้มีอาชีพอันชอบธรรม หรือมีหลักฐาน
  • เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครองให้สมัครเป็นนักเรียนเตรียมทหารแล้ว
ผู้สมัครที่มีสิทธิได้รับคะแนนเพิ่มพิเศษ
  1. สมัครเป็นบุตรของข้าราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีเวลารับราชการติดต่อกันไม่น้อยกว่า 15 ปี หรือได้รับพระราชทานเหรียญจักรมาลา
  2. ผู้สมัครเป็นบุตรของทหาร ข้าราชการ หรือลูกจ้างซึ่งได้กระทำหน้าที่ในระหว่างเวลาที่มีการรบ หรือการสงคราม หรือมีการปราบปรามจลาจลหรือในระหว่างเวลาที่มีพระบรมราชโองการประกาศใช้กฏอัยการศึก หรือมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
  3. ผู้สมัครเป็นบุตรของทหาร ข้าราชการ หรือลูกจ้างซึ่งต้องประสบอันตรายถึงทุพพลภาพในขณะปฏิบัติราชการในหน้าที่
  4. ผู้สมัครเป็นบุตรของผู้ที่ได้ช่วยเหลือราชการในการปราบปรามโจรผู้ร้ายจนถึงแก่ทุพพลภาพหรือถึงแก่ชีวิต
การรับสมัคร
  • สมัครด้วยตนเองที่โรงเรียนเหล่าทัพ
  • สมัครทางไปรษณีย์
หลักฐานที่ต้องใช้ในการสมัคร
  1. รูปถ่ายครึ่งตัวหน้าตรงไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นกันแดด แต่งกายชุดนักเรียนหรือชุดสุภาพ ขนาด 1 * 1.5 นิ้ว จำนวน 7 รูป ต้องเป็นรูปที่ถ่ายไว้ในคราวเดียวกันไม่เกิน 3 เดือน นับถึงวันยื่นสมัคร เขียนชื่อ ชื่อสกุล ด้วยตัวบรรจง ด้านหลังรูปทุกรูป
  2. สำเนาใบรับรองผลการเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (รบ.5-ต หรือ รบ.1-ต) หรือใบรับรองการศึกษาที่โรงเรียนออกให้ โดยมีรูปถ่ายติด จำนวน 1 ชุด
  3. สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) หรือสำเนาทะเบียนบ้านที่ทางราชการออกให้และรับรองสำเนาถูกต้องไว้เกิน 6 เดือน นับถึงวันปิดรับสมัครของผู้สมัคร จำนวน 1 ชุด

การสอบคัดเลือก และขอบเขตเนื้อหาวิชาสอบ

การสอบรอบแรก

เป็นการสอบข้อเขียน วิชาที่สอบได้เแก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย-สังคม ขอบเขตที่สอบตาม เนื้อหาที่วิชาครอบคลุมความรู้ระดับ ช่วงชั้นปีที่ 3 (มัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3) ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ มีรายละเอียดดังนี้

  • วิชาวิทยาศาสตร์ คะแนนเต็ม 150 คะแนน.......ม.1 (ค 101,ค 102) ม.2 (ค 203,ค 204) และ ม.3 (ค 011,ค 012)
  • วิชาคณิตศาสตร์ คะแนนเต็ม 150 คะแนน.......วิทยาศาสตร์เพื่อการสร้างสรรค์, น้ำเพื่อชีวิต, สารรอบตัว, โลกสีเขียว, ชีวิตสัตว์, ระบบนิเวศ, อาหาร, กลไกมนุษย์, หญิงและชาย, โลกและการเปลี่ยนแปลง, ทรัพย์ในดินสินในน้ำ, บรรยากาศ, โลกดวงดาวและอวกาศ, พลังงานกับชีวิต, เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน, การขนส่งและการสื่อสาร, ผลผลิตทางการเกษตรและการจัดการ
  • วิชาภาษาอังกฤษ คะแนนเต็ม 100 คะแนน.......การใช้ไวยากรณ์พื้นฐาน, ความสามารถในทักษะการอ่าน, ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร, คำศัพท์และสำนวนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
  • วิชาภาษาไทย คะแนนเต็ม 50 คะแนน.....หลักภาษาไทย และทักษะสัมพันธ์
  • วิชาสังคม คะแนนเต็ม 50 คะแนน.....ประเทศของเรา, ทวีปของเรา, โลกของเรา
การสอบรอบสอง

เป็นการตรวจร่างกาย ตรวจสอบประวัติ ทดสอบบุคลิกภาพ สอบพลศึกษา สอบสัมภาษณ์ และวัดขนาด ของร่างกาย การตรวจร่างกาย.... ถือความเห็นของคณะกรรมการแพทย์จากโรงพยาบาลของเหล่าทัพที่สอบจะไม่รับ พิจารณาผลการตรวจ ร่างกายที่ผู้สมัครได้รับการตรวจมา

คำเตือน
  • ในตอนเช้าวันตรวจร่างกาย ไม่ควรรับประทานอาหารหวานจัด เพราะอาจทำให้ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ
  • ก่อนตรวจร่างกาย ห้ามรับประทานยาแก้ไอทุกชนิด
  • ห้ามใส่ CONTACT – LENS ไปตรวจสายตา
การทดสอบบุคคลิกภาพ.... ไม่มีคะแนนถือเกณฑ์ ได้ - ตก โดยใช้แบบทดสอบที่คณะอนุกรรมการกำหนด
การสอบพละศึกษา .... เป็นการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย มีคะแนนเต็ม 50 คะแนน
  1. 1.  ดึงข้อราวเดี่ยว

    ท่าเตรียม ให้ผู้ทดสอบจับราวเดี่ยวแบบมือคว่ำกำรอบ ปล่อยตัวให้ตรงจนแขน ลำตัว และขาเหยียดตรง

    ท่าปฏิบัติ ให้ผู้ทดสอบทำท่าต่อจากท่าเตรียม โดยงอแขนดึงตัวขึ้นจนคางอยู่เหนือราว แล้วปล่อยตัวลง สู่ท่าเตรียม กระทำติดต่อกันให้ได้จำนวนครั้งที่มากที่สุด ห้ามแกว่งเท้าหรือเตะขา หรือหยุดพักระหว่างครั้งนานเกิน กว่า 3 - 4 วินาทีหรือไม่สามารถดึงขึ้นพ้นราวได้ 2 ครั้งติดต่อกัน หรือดึงขึ้นไม่พ้น ให้หยุดทำการทดสอบ

    ถ้าทำได้ 20 ครั้ง จะได้คะแนนเต็ม
    ถ้าทำได้ 7 ครั้ง จะได้คะแนนครึ่งหนึ่ง
  2. 2.  ลุกนั่ง 30 วินาที

    ท่าเตรียม ให้ผู้ทดสอบนอนหงาย เข่าทั้งสองงอเป็นมุมฉาก เท้าทั้งสองวางห่างกันพอประมาณฝ่ามือทั้งสอง ประสานกันที่ท้ายทอย ผู้ช่วยคุกเข่าอยู่บนปลายเท้าของผู้ทดสอบโดยเอามือทั้งสองกดข้อเท้าของผู้ทดสอบไว้ให้ส้น เท้าติดพื้น

    ท่าปฎิบัติ เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่ม ให้ผู้ทดสอบลุกขึ้นสู่ท่านั่งพร้อมกับก้มศรีษะลงระหว่างเข่าทั้งสองให้แขน ทั้งสองแตะกับเข่าแล้วกลับลงนอนสู่ท่าเตรียมจนศอกแตะกับพื้น ทำเช่นนี้ติดต่อกันให้ได้จำนวนครั้งมากที่สุดภายใน 30 วินาที ในขณะปฏิบัตินิ้วมือประสานที่ท้ายทอยตลอดเวลา และขณะที่ลุกขึ้นสู่ท่านั่งห้ามเอนตัวไปมา

    ถ้าทำได้ 25 ครั้ง จะได้คะแนนเต็ม
    ถ้าทำได้ 19 ครั้ง จะได้คะแนนครึ่งหนึ่ง
  1. 3.  ยึดพื้นหรือดันข้อ

    ท่าเตรียม ผู้ทดสอบนอนคว่ำมือยันพื้น แขนทั้งสองเหยียดตรงห่างกันพอประมาณ ลำตัวเหยียดตรง ปลายเท้าจรดพื้นเงยศรีษะขึ้น

    ท่าปฏิบัติ ผู้ทดสอบทำต่อจากท่าเตรียม โดยยุบแขนทั้งสองข้างลงพร้อมกันให้บริเวณหน้าอกแตะพื้น แล้ว ดันลำตัวขึ้นกลับสู่ท่าเตรียม ทำเช่นนี้ให้ได้จำนวนครั้งมากที่สุด ห้ามทำตัวแอ่น หรือเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือแขน ทั้งสองข้างขึ้นไม่พร้อมกัน หรือหยุดพักระหว่างครั้งนานเกินกว่า 3-4 วินาที หรือไม่สามารถดันขึ้นสู่ท่า เตรียมเกินกว่า 3 - 4 วินาที ให้หยุดการทดสอบ

    ถ้าทำได้ 54 ครั้ง จะได้คะแนนเต็ม
    ถ้าทำได้ 27 ครั้ง จะได้คะแนนครึ่งหนึ่ง
  2. 4.  วิ่งระยะสั้น (50 เมตร)

    ท่าเตรียม ผู้ทดสอบยืนอยู่หลังเส้นเริ่มในลู่วิ่งของตนเองพร้อมจะปฏิบัติ

    ท่าปฏิบัติ เมื่อได้ยินสัญญาณ ให้ผู้ทดสอบเริ่มวิ่งอย่างเร็วออกจากเส้นเริ่มจนผ่านเส้นชัย

    ถ้าทำได้ไม่เกิน 5.5 วินาที จะได้คะแนนเต็ม
    ถ้าทำได้ 7 วินาที จะได้คะแนนครึ่งหนึ่ง
  3. 5.  วิ่งระยะไกล (1000 เมตร)

    ท่าเตรียม ผู้ทดสอบยืนอยู่หลังเส้นเริ่ม เตรียมตัวปฏิบัติ

    ท่าปฏิบัติ เมื่อได้ยินสัญญาณ ให้ผู้ทดสอบเริ่มวิ่งจากเส้นเริ่มไปตามทางวิ่งจนสิ้นสุดระยะทางโดยผ่านเส้นชัย

    ถ้าทำได้ไม่เกิน 3.18 นาที จะได้คะแนนเต็ม
    ถ้าทำได้ 4.32 นาที จะได้คะแนนครึ่งหนึ่ง ผู้ที่สอบวิ่งระยะไกลทำเวลาเกินกว่า 5 นาที 22 วินาที หรือวิ่งไม่ถึงจะไม่รวมคะแนนการสอบพละศึกษาทุกประเภท และถือว่าสอบพละศึกษาตก
  4. 6.  ยืนกระโดนไกล

    ท่าเตรียม ผู้สอบยืนบนพื้นที่เรียบหลังเส้นกระโดด ปลายเท้าทั้งสองชิดเส้น หันหน้าไปทางทิศทางที่จะกระโดด

    ท่าปฏิบัติ เมื่อได้ยินสัญญาณให้เริ่มปฏิบัติ ให้ผู้ทดสอบกระโดดไปข้างหน้าให้ได้ระยะไกลที่สุด (โดย ใช้การแกร่งแขนช่วย) วัดระยะทางกระโดดจากเส้นกระโดดไปยังจุดที่ส้นเท้าลงบนพื้นไกลเส้นเริ่มต้นมากที่สุด

    ถ้าทำได้ 2.5 เมตร จะได้คะแนนเต็ม
    ถ้าทำได้ 2.25 เมตร จะได้คะแนนครึ่งหนึ่ง
  5. 7.  ว่ายน้ำ 50 เมตร

    ท่าเตรียม ผู้ทดสอบยืนที่ขอบสระพร้อมจะปฏิบัติ

    ท่าปฏิบัติ เมื่อได้ยินสัญญาณให้ผู้ทดสอบพุ่งตัวลงสระว่ายน้ำแล้วว่ายโดยเร็ว จนถึงขอบสระที่เป็นเส้นชัย การเข้าเส้นชัยถือเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายแตะขอบสระที่เป็นเส้นชัย

    ถ้าทำได้ 40 วินาที จะได้คะแนนเต็ม
    ถ้าทำได้ 54 วินาที จะได้คะแนนครึ่งหนึ่ง ผู้ที่สอบว่ายน้ำทำเวลาเกินกว่า 1 นาที 20 วินาที หรือ ว่ายน้ำไม่ถึงเส้นชัย จะไม่รวมคะแนนการสอบพละศึกษาทุกประเภท และถือว่าสอบพลศึกษาตก
  6. 8.  วิ่งเก็บตัว (วิ่งเก็บของ)

    ท่าเตรียม ผู้ทดสอบยืนอยู่หลังเส้นเริ่ม พร้อมจะปฏิบัติ

    ท่าปฏิบัติ เมื่อได้ยินสัญญาณ ให้ผู้ทดสอบวิ่งอย่างเร็วจากเส้นเริ่มไปหยิบท่อนไม้ ท่อนที่ 1 ซึ่งวางอยู่ภายในวงกลมรัศมี 1 ฟุต กลับมาวางภายในวงกลมหลังเส้นเริ่ม (ห้ามโยนท่อนไม้ ถ้าวางไม่เข้าวงกลมต้องเริ่มต้นใหม่) แล้วกลับตัววิ่งไปหยิบท่อนไม้ท่อนที่ 2 แล้ววิ่งกลับผ่านเส้นเริ่มต้นไปโดยไม่ต้องวางไม้ท่อนที่ 2 ลง

    ถ้าทำได้ 9.5 วินาที จะได้คะแนนเต็ม
    ถ้าทำได้ 11 วินาที จะได้คะแนนครึ่งหนึ่ง
  7. การวัดขนาดร่างกายและสอบสัมภาษณ์ เป็นการพิจารณารูปร่าง ลักษณะท่าทาง ความสมบูรณ์ของ ร่างกาย ความองอาจ ว่องไวและปฏิภาณไหวพริบ ตลอดจนคุณลักษณะอื่นๆ ผลการสอบถือเกณฑ์ ได้ หรือ ตก เท่านั้นไม่มีคะแนน